การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 1 จัดขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ภาคประชาสังคม และผู้ประกอบการสตาร์ทอัพในการร่วมกันทบทวนภาพรวมระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทย ทั้งในมิติของโอกาส ข้อจำกัด ช่องว่างเชิงนโยบาย และกลไกสนับสนุนที่ยังต้องได้รับการพัฒนา เพื่อค้นหาแนวทางในการสร้างระบบนิเวศและย่านนวัตกรรมที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย และสามารถสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม
หลังการลงนามความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับทรู ดิจิทัล พาร์ค เพื่อศึกษาและถอดบทเรียนโมเดลย่านนวัตกรรมระดับโลกจาก 3 ประเทศต้นแบบ ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และสิงคโปร์ ความร่วมมือดังกล่าวได้ต่อยอดสู่การเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพและย่านนวัตกรรมของประเทศไทยในอนาคต
โครงการดังกล่าวได้รับทุนวิจัยสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผ่านสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.) โดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ภายใต้สัญญาเลขที่ C23F680165 และมีศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นผู้ดำเนินงานโครงการ
ทั้งนี้ จากการศึกษาและถอดบทเรียนกรณีศึกษาระดับนานาชาติ พบประเด็นสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า ความสำเร็จของระบบนิเวศสตาร์ทอัพและย่านนวัตกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีทรัพยากรเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการออกแบบโครงสร้าง กลไกและความร่วมมือระหว่างภาคส่วนให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ โดยมีองค์ประกอบสำคัญครอบคลุมทั้งด้านนโยบาย การพัฒนาเชิงพื้นที่ กลไกสนับสนุน และการเชื่อมโยงในระดับนานาชาติ
สรุปประเด็นสำคัญจาก Workshop
- ระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง
แม้หลายประเด็นจะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Quick Wins แต่ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่การ “ขาดทรัพยากร” หากอยู่ที่ “การขาดความต่อเนื่องและการเชื่อมโยง” ทั้งในด้านเงินทุน นโยบาย และกลไกสนับสนุน โดยเฉพาะการขาดความต่อเนื่องของเงินทุนในแต่ละช่วงการเติบโต (Funding Continuum) ประกอบกับลักษณะการขับเคลื่อนแบบ Project-Based ที่สิ้นสุดลงเมื่อจบโครงการ และโครงสร้างการทำงานของภาครัฐที่ยังมีลักษณะ “แยกส่วน” (Fragmented) ระหว่างหน่วยงาน ส่งผลให้การดำเนินนโยบายขาดเอกภาพ (Policy Coherence) และเกิดการพัฒนาเครื่องมือสนับสนุน
- อย่างกระจัดกระจาย ไม่สามารถเชื่อมโยงหรือต่อยอดกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภาครัฐยังเป็นกลไกหลักในการ “กำหนดทิศทางและออกแบบระบบ” ในเชิงบทบาท
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือคือบทบาทของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่ละภาคส่วนในการขับเคลื่อนระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยในเชิงบทบาท ภาครัฐยังเป็นกลไกหลักในการ “กำหนดทิศทางและออกแบบระบบ” โดยเฉพาะการกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ มาตรการส่งเสริมการลงทุน (Investment Incentive) และกรอบการกำกับดูแล (Regulatory Framework) รวมถึงการสร้างกลไกกลางเพื่อลดความแยกส่วนของหน่วยงาน ขณะที่ภาคเอกชนและผู้ประกอบการเป็น “ตัวขับเคลื่อนจริง” โดยเฉพาะในมิติของการพัฒนาโมเดลธุรกิจและการขยายตลาด อย่างไรก็ตาม ยังสะท้อนช่องว่างสำคัญของการขาด “ตัวกลาง” ที่มีบทบาทเชื่อมโยงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาพรวม และช่วยให้การขับเคลื่อนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- การมีช่องว่างสำคัญระหว่างการวิจัยและการใช้งานจริง (Research–Commercialization Gap) ในมิติของการนำงานวิจัยไปใช้เชิงพาณิชย์
แม้ประเทศไทยจะมีฐานองค์ความรู้จำนวนมาก แต่การผลักดันยังเกิดขึ้นในลักษณะรายบุคคล มากกว่าการขับเคลื่อนผ่านกลไกที่มีความต่อเนื่องสะท้อนความจำเป็นในการปรับบทบาทของมหาวิทยาลัยและหน่วยถ่ายทอดเทคโนโลยี (TTO) จากเดิมที่เน้นบทบาทเชิงกระบวนการ ไปสู่การเป็นหน่วยงานที่สามารถเชื่อมโยงเทคโนโลยี งานวิจัย ตลาด และการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการพัฒนากลไกสนับสนุน โดยเฉพาะด้านกฎระเบียบและมาตรฐาน ซึ่งภาครัฐควรเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก เช่น พื้นที่ทดสอบนวัตกรรมภายใต้การกำกับดูแล (Regulatory Sandbox) และการกำหนดมาตรฐานเทคโนโลยี รวมถึงการพัฒนา “ตัวกลางเชิงนโยบาย (Policy Translator)” เพื่อทำหน้าที่เชื่อมโยงและแปลความระหว่าง หน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) นักวิจัย และผู้ประกอบการ เพื่อลดช่องว่างด้านความเข้าใจและเร่งการนำเทคโนโลยีไปใช้จริง
- เทคโนโลยีเฉพาะด้านทั้ง HealthTech, GreenTech และ FoodTech เผชิญข้อจำกัดร่วมในหลายมิติ
ในมิติของเทคโนโลยีเฉพาะด้านที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อความท้าทายและปัจจัยสนับสนุนที่จำเป็นต่อการเติบโตของสตาร์ทอัพในแต่ละอุตสาหกรรมโดยเฉพาะด้านกฎระเบียบโครงสร้างพื้นฐานและการขาดกลไกสนับสนุนใน ระยะเติบโต (Scale-up) โดย HealthTech ถูกจำกัดจากระบบบริการที่มีลักษณะรวมศูนย์ และข้อกำหนดด้านข้อมูลและความปลอดภัย GreenTech เผชิญคอขวดด้านกฎระเบียบ (Regulatory Bottleneck) และความไม่พร้อมของกลไกสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Economy) แม้ประเทศไทยจะผลักดันระบบคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) มากขึ้น แต่การดำเนินงานยังพึ่งพาความสมัครใจเป็นหลัก ทำให้แรงจูงใจทางเศรษฐกิจและอุปสงค์สำหรับเทคโนโลยีสีเขียวยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ ขณะที่ FoodTech ยังมีข้อจำกัดในการเชื่อมโยงงานวิจัยกับความต้องการของตลาด รวมถึงความท้าทายในการขยายธุรกิจในระยะเติบโต
การประชุมครั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจากผู้แทนจาก 4 ภาคส่วนหลักของระบบนิเวศสตาร์ทอัพ ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชนและนักลงทุน ภาคการศึกษา และกลุ่มผู้ประกอบการและชุมชนสตาร์ทอัพ โดยมีหน่วยงานสำคัญเข้าร่วม อาทิ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(NSTDA) สํานักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขณะที่ภาคเอกชนและนักลงทุนประกอบด้วย Krungsri Finnovates สมาคมการค้าทีบาน (TBAN - Thailand Business Angel Network) โรงพยาบาลบํารุงราษฎร์ Y&Archer ด้านภาคการศึกษา มีตัวแทนจากสถาบันชั้นนำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล และในส่วนของกลุ่มผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ นำโดย Techsauce, Thai Startup Association และ Bangkok Startup Associatione, New Energy Nexus Thailand, Nebula by MQDC, SD Global Solutions, BUILK ONE GROUP
การรวมตัวของผู้แทนจากหลากหลายภาคส่วนในครั้งนี้สะท้อนถึงพลังความร่วมมือแบบบูรณาการ (Multi-Stakeholder Approach) เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางและยกระดับระบบนิเวศสตาร์ทอัพและย่านนวัตกรรมของประเทศไทย
ผลลัพธ์จากการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้จะนำไปสู่การสังเคราะห์แนวทางการพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพและย่านนวัตกรรมที่เหมาะสมกับประเทศไทย และเป็นฐานสำคัญสำหรับการต่อยอดความร่วมมือใน Workshop ครั้งที่ 2 ร่วมกับพันธมิตรจากต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนระบบนิเวศสตาร์ทอัพในระดับนานาชาติต่อไป
#TrueDigitalPark #FacultyofArchitectureChulalongkornUniversity #StartupEcosystem #InnovationDistrict #HealthTech #GreenTech #FoodTech